ReadyPlanet.com
dot
dot
คลิปเด็ด
dot
bulletภาพยนตร์สารคดีข้างไทย (คลิป)
bulletโต๊ะจีนวันช้างไทย (คลิป)
bulletควาญช้างเด็ก(คลิป)
bulletฝรั่งฝึกพูดภาษาไทย ไว้เลี้ยงช้างที่อยุธยาฯ (คลิป)
bulletช้างไทย...อย่าให้เหลือไว้แค่งา (คลิป)
bulletคดีคนร้ายวางยาฆ่าช้างเอางาพลายคล้าว (คลิป)
bulletมาดูช้างทาสีเผือก (คลิป)
bulletวิถีชีวิตหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง (คลิป)
bulletนาทีช้างอยุธยาตกลูก (คลิป)
bulletช้างเล่นน้ำในชาม (คลิป)
bulletช้างน้อยเล่นน้ำ (คลิป)
dot
หัวข้อรายการ ที่น่าสนใจ!!
dot
bulletพระพิฆเนศวรบรมครูช้าง
bulletนโยบายการพัฒนาช้างไทยอย่างยั่งยืน
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bullet“ครั้งแรก…ที่ฉันไปเป็นควาญช้าง”
bulletการตั้งเมืองอโยธยา
bulletประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
bulletทุ่ง ป่า และภู เพื่อล่าโพนช้าง
bulletช้างเป็นสินค้า ค้าช้าง ในสมัยอยุธยา
bulletพิธีคล้องช้างโบราณหาชมได้ยาก
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bulletช้างกับกรุงศรีอยุธยา


พระพิฆเนศ จตุคามรามเทพทรงช้าง
changdee.com
www.elephantstay.com
www.ayutthayapark.com


ทุ่ง ป่า และภู เพื่อล่าโพนช้าง

ทุ่ง ป่า และภู เพื่อล่าโพนช้าง ของสมเด็จพระนารายณ์

โดย : สีมา สมานมิตร / มติชน

ผู้เขียนเป็นชาวลพบุรี คุ้นเคยกับวัง วัด และโบราณสถานที่นั่น ตลอดจนทุ่งนา ป่าเขาของเมืองแห่งประวัติศาสตร์นี้ค่อนข้างมากมาแต่ครั้งเรียนหนังสือชั้นมัธยม โบราณสถานชื่อฝรั่งฟังแปลกๆ เช่น ตึกพระเจ้าเหา วัดสันเปาโล ตึกปิจู้ และตึกโคระส่าน เป็นต้น รวมทั้งชื่อไทยๆ ที่ไม่คุ้นเคยอีกหลายชื่อ เช่น บ้านพระยาวิชาเยนทร์ ทิมดาบ ช่องกุด สะพานเรือก เพนียด ปากจั่น ทะเลชุบศร ทุ่งพุดซ้อน และประตูชัย ล้วนชวนให้สงสัย และความสงสัยในครั้งนั้นเป็นแรงหนุนส่งให้อ่านและค้นหาในเวลาต่อมา ก่อนจะเรียบเรียงขึ้นเป็นบทความนี้ หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดและอาจทำให้รู้สึกขุ่นเคืองใจท่าน ต้องขออภัยและโปรดชี้แนะด้วยก็จะเป็นพระคุณ

เสร็จเสด็จดลด้าวด่าน ดงดอน
ชลชะเลวุธศร เหล่าช้าง
คชสารปั่นสมสลอน กรีนิศ
ชมทรหึงเคียงข้าง จรวดร้องเรียงรมย์ ฯ

เป็นโคลงสี่สุภาพบทหนึ่งในโคลงเฉลิมพระเกียรติหรือโคลงหลวงศรีมโหสถยอพระยศสมเด็จพระนารายณ์ เจ้าเมืองลพบุรี พรรณนาว่าโปรดการล่าและโพนช้างในป่า ซึ่งมีอยู่ชุกชุมอย่างเป็นพิเศษ เมื่อเสร็จการล่าโพนช้างคราวหนึ่งจึงเสด็จประทับคลายร้อน ณ ตำหนักพระที่นั่งเย็น ริมทะเลชุบศร เมืองลพบุรี

มีจดหมายเหตุฝรั่งอย่างน้อย ๓ คน ที่ระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์โปรดการล่าช้างและโพนช้างที่เมืองลพบุรี ราชธานีอีกแห่งหนึ่งนั้น และประทับอยู่ที่นั่นนาน ปีละ ๘-๙ เดือนเสมอ กล่าวคือมักเสด็จเดือนพฤศจิกายนและประทับยาวถึงต้นเดือนสิงหาคม จากนั้นจึงเสด็จกลับประทับที่อยุธยาเพียง ๓-๔ เดือนในปีหนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนจะมีแรงจูงใจ (motivation) ใด ชวนให้พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนั้น จะได้กล่าวถึงในตอนท้ายบทความนี้

เดอ ลาลูแบร์ : "...พระมหากษัตริย์สยาม (สมเด็จพระนารายณ์) โปรดเสด็จประพาสป่า ล่า ไล่ช้าง บางทีประทับแรมหลายๆ วันกลางป่า มีพลับพลาค้างแรมทำด้วยไม้ไผ่อยู่บางแห่ง หรือจะเป็นพลับพลาประจำก็ได้..." (ดู De La Loubere. A New Historical Relation of the Kingdom of Siam. Bangkok : White Lotus, 1980.)

"...เพื่อเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปยังเมืองละโว้ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างกรุงศรีอยุธยาไปทางเหนือประมาณสิบห้าหรือยี่สิบลิเออ และประทับที่เมืองนั้นเก้าหรือสิบเดือนในปีหนึ่งๆ ด้วยว่าเป็นเสรีดี ไม่ต้องทรงทนอุดอู้อยู่แต่ในพระบรมมหาราชวัง เช่นที่กรุงศรีอยุธยา..."

แปร์ ตาชารด์ : "...พระองค์ทรงมีพระอาการกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว เป็นศัตรูของความเกียจคร้าน...ทรงเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ ถ้าไม่เสด็จประพาสล่าช้าง ก็ประทับอยู่ในราชวัง เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน..." (ดู บาทหลวงตาชารด์. จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม. สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. บรรณากิจ, ๒๕๑๙.)

นิโกลาส แชร์แวส : "...แต่ถ้าเสด็จไปทรงล่าสัตว์ (โพนช้าง) แล้วมักจะทรงพระเครื่องแบบฝรั่งเศส และแทนที่จะทรงสวมพระมาลาทรงสูง จะทรงใช้พระมาลาสีดำหรือแดงและประดับขนนกอันงดงาม" (ดู นิโกลาส แชร์แวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. ก้าวหน้า, ๒๕๐๖.)

ในห้วงเวลายาว ๘-๙ เดือน ที่ประทับ ณ เมืองลพบุรีนั้น ทรงสำราญกับการล่าโพนช้างเนืองๆ โดยได้ช้างป่าไว้ใช้ในราชการปีหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ เชือก และขณะออกล่าโพนช้างมักฉลองพระองค์แบบฝรั่งเศส พระมาลาสีแดงหรือดำ ประดับขนนกงดงาม

สำหรับบริเวณพื้นที่ล่าโพนช้างในรายละเอียดจะได้พูดถึงข้างหน้า โดยก่อนที่จะกล่าวถึงตรงนั้น ใคร่จะกล่าวถึงพื้นที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับช้างหลายชนิด เช่น ช้างทรง ช้างศึก และช้างป่าฝึกหัด จากภายในกำแพงวัง ในกำแพงเมืองในเขตพื้นที่ทุ่งและพื้นที่ป่าเขาอันเป็นที่ล่าโพนช้างในที่สุด โดยสังเขปดังนี้

ช้างทรงชั้น ๑ เป็นช้างเผือกและที่โปรดเป็นพิเศษ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มีช้างเผือกคู่บุญญาธิการ ๒ เชือก คือพระอินทร์ไอยราวรรณวิสุทธราชกิรินี เป็นช้างพังเผือก คล้องได้ที่ป่าตำบลห้วยทราย เมืองศรีสวัสดิ์ (กาญจนบุรี) เมื่อปีจอ จุลศักราช ๑๐๒๐ กับช้างพลายเผือกอีกเชือกหนึ่งชื่อเจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์ คล้องได้ที่ป่าแขวงนครสวรรค์ เมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๒๒ โทศก

ส่วนช้างทรงคู่บารมีอีกเชือกหนึ่งที่โปรดมาก คือพระบรมรัตนากาศ ไกรลาศคีรีวงศ์ คงจะอยู่ในกลุ่มช้างทรงชั้น ๑ ด้วย เล่ากันว่าเมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จสวรรคต (๑๑ กรกฎาคม ๒๒๓๑) พระบรมรัตนากาศฯ ก็ถึงกับกาลล้มตามในไม่ช้า

ช้างทรงชั้น ๑ เหล่านี้น่าจะมีตำหนักพิเศษทำด้วยไม้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้น ๒ ในพระราชวัง อาจอยู่ในลานระหว่างพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท กับพระที่นั่งจันทรพิศาล

ช้างทรงชั้น ๒ ณ พระราชวังลพบุรี น่าจะมี ๒-๔ เชือก ที่ทรงใช้ประจำเวลาเสด็จงานพิธีเสด็จไปตำหนักทะเลชุบศรและเสด็จล่าโพนช้างในป่า รวมทั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรในบางคราวด้วย ช้างทรงเหล่านี้จะมีตำหนักก่ออิฐถือปูนแข็งแรง ปัจจุบันยังมีให้เห็น ๒ ตำหนักระหว่างกำแพงเขตพระราชฐานชั้นในด้านประตูหน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ กับกำแพงด้านหลังตึกรับแขกเมืองและตึกพระเจ้าเหา

ช้างศึก มีอยู่เป็นจำนวนมากและส่วนหนึ่งน่าจะมีโรงเรือนช้างศึกอยู่รอบนอกกำแพงพระราชวังในระดับเดียวหรือใกล้เคียงกับกรมอัศวราช (ดูในผังเมืองอักษร เค-K) กับอีกส่วนหนึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก คงอยู่ย่านลา บาส วิล (La Basse Ville) เป็นที่ลุ่มหรือเมืองใหม่ (Nouvelle Ville) มีที่ฝึกช้างอยู่ระหว่างกำแพงเมืองชั้น ๑ และ ๒ (อักษรตัวแอล-L ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศูนย์สงครามพิเศษ) ถัดจากนี้ไม่ไกลนักจะมีอ่างน้ำใหญ่ ๒ อ่าง (อักษรตัวเอ็ม-M) อ่างน้ำ ๒ อ่างนี้รับน้ำมาจากทะเลชุบศร โดยรับช่วงต่อมาจากสระแก้ว ซึ่งเป็นสระชนาดใหญ่รูปจัตุรัส ๒๕๐ x ๒๕๐ เมตร (ปัจจุบันอยู่ใกล้สวนสัตว์ด้านทิศเหนือ แต่รูปทรงเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะคลองชลประทานขุดผ่าน) น้ำจากสระแก้วนี้ระบายมาจากทะเลชุบศรตรงช่องประตูระบายน้ำที่เรียกว่าปากจั่น

สำหรับสระแก้วซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญนี้ จำเดิมน่าจะใช้เก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในพระราชวัง ต่อเมื่อมีอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่กว่าและดีกว่า คือห้วยซับเหล็ก เป็นอ่างน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่และมีน้ำใสสะอาด ซึ่งเทียบได้กับทะเลสาบรงบุลเยต์ ที่ส่งน้ำให้พระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศส สระแก้วจึงทำหน้าที่เพียงส่งน้ำให้กิจการช้างในกำแพงเมืองเท่านั้น ซึ่งคงจะใช้น้ำค่อนข้างมากด้วยมีช้างจับได้ถึงปีละ ๓๐๐ เชือก

กล่าวสำหรับทะเลชุบศรเอง จะมีน้ำเต็มสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเป็นฤดูฝนและฤดูน้ำหลากประจำปีเท่านั้น ในฤดูร้อนน้ำจะแห้งขอดไปเป็นอันมาก จากทะเลสาบใหญ่กว้างขวางเหลือเป็นคลองแคบๆ น้ำใสก็กลายเป็นขุ่นข้นด้วยซ้ำไป

ในห้วงเดือนพฤศจิกายน ที่เสด็จขึ้นมาลพบุรีนั้น เป็นห้วงน้ำทรง ทะเลชุบศรมีน้ำเต็มพื้นที่ซึ่งน่าจะถึง ๑๐ ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่า และริมฝั่งทะเลด้านใต้ที่เป็นเส้นตรงยาว ๓-๔ กิโลเมตร มักก่อเป็นกองไฟใหญ่เป็นระยะๆ เพื่อการไล่ล่าช้างป่า ถึงยามค่ำคืนจะส่งประกายไปสว่างไสวกระทบสะท้อนผิวน้ำริมฝั่งงามนัก และเกือบสุดปลายฝั่งถึงเชิงเขาสำมะลึง (ปัจจุบันเรียกว่าเอราวัณ) และเชิงเขาพระพุทธ จะเป็นประตูป่าอันเป็นจุดสุดเขตชายทุ่งพุดซ้อนหรือทุ่งทะเลชุบศรกับเขตป่าล่าช้างที่สมเด็จพระนารายณ์จะเสด็จผ่าน จึงบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ (ระดับฟอลคอน) มักจะนำทูตและผู้ชำนาญการต่างประเทศ มารอรับเสด็จกันบริเวณนี้ และหากจำเป็นจะพระราชทางรางวัลหรือของที่ระลึกก็มักกระทำกันบนหลังช้างกลางทุ่งตรงปากประตูป่า ท่ามกลางแสงแดดและสายลมเลยทีเดียว

คราวนี้มาดูความกว้างขวางของทุ่งและป่าล่าและโพนช้างของสมเด็จพระนารายณ์บ้าง แม้ในจดหมายเหตุอาจไม่ได้ระบุพื้นที่ไว้ชัดเจนนักก็ตาม หากจะแบ่งพื้นที่ล่าและโพนช้างของเมืองลพบุรีเป็น ๔ พื้นที่ น่าจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยเริ่มต้นตรงพื้นที่ด้านตะวันออกของตัวเมืองลพบุรี เป็นเทือกเขาพระพุทธบาท อยู่ห่างจากพระราชวังราว ๒๐ กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เทือกเขาพระพุทธบาท, ภูเขาธารทองแดง, ประดู่, บอระเพ็ด, ถ้ำประทุน, ทำนบศรีทะนนไชย และคอกช้าง เป็นต้น

พื้นที่ล่าและโพนช้างด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมือง ได้แก่บริเวณกว้างขวาง ท้องทุ่ง ป่า และหมู่ภูเขาซับเหล็ก, เขาตอง, ลอมเข้า (ข้าว), ไร่ทุ่ง, เขาน้อย, เขาหงส์, เขาหนีบ และเขาถ้ำพระ เป็นต้น

ใกล้ภูเขาซับเหล็ก มีอ่างน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ คือห้วยซับเหล็กที่วิศวกรชาวฝรั่งเศสคิดระบบชลประทานทดน้ำไปใช้ในพระราชวัง โดยขุดคลองจากอ่างน้ำนี้ไปยังบ้านท่าเดื่อใหม่ และบ้านท่าเดื่อเก่า แล้วฝังท่อดินเผาไปยังบ้านหนองหูช้างหรือหัวช้างก่อนจะต่อตรงเข้าพระราชวัง

ริมฝั่งด้านใต้ของห้วยซับเหล็ก ยังมีซากตำหนักพักร้อนของสมเด็จพระนารายณ์หลังหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นที่ประทับพักผ่อนในช่วงเสด็จล่าและโพนช้างบริเวณนี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งทานตะวันเต็มไปหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด

จากตำแหน่งซากตำหนัก มองไปทางตะวันตกจะเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาสามยอด คือ เขาถ้ำคูหา, จีนแล, หนอกวัว, พระพุทธ และเขาเอราวัณ อันเป็นพื้นที่ล่าโพนช้างเช่นกัน

พื้นที่ล่าโพนช้างด้านทิศเหนือ ได้แก่บริเวณเขาสามยอด, เขาซึงน้ำ, พุคา, พุโลน, ผ้าขาว และเขานางพระจันทร์ และเลยขึ้นไปถึงทุ่งตำบลเพนียด (อำเภอโคกสำโรง) ด้วย บริเวณนี้เป็นบริเวณป่าเขาที่กว้างที่สุด เขาสามยอดนี่แหละเป็นต้นน้ำสำคัญให้น้ำฝนไหลลงทะเลชุบศรทั้งหมด ริมเชิงเขาสามยอดมีหมู่บ้านเล็กๆ หมู่หนึ่ง ชื่อบ้านน้ำจั้น คำว่าจั้น จะมีความหมายจริงๆ ว่ากระไรไม่แน่ใจนัก แต่ชาวบ้านย่านนั้นเข้าใจคำว่าจั้นคือสั้น น้ำจั้นคือน้ำสั้น กั้นไว้ไม่อยู่ กั้นน้ำฝนไว้ไม่ทันน้ำไหลลงทะเล (ชุบศร) อย่างรวดเร็วมาก

พื้นที่ล่าโพนช้างด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ค่อยพูดถึงมากนัก แต่น่าจะมีช้างป่าชุกชุมและโปรดไม่แพ้พื้นที่อื่น พื้นที่เป็นทุ่งกว้าง เป็นป่าละเมาะไม้พุ่ม ปัจจุบันเป็นทุ่งนา มีแม่น้ำลพบุรีสายเดิมไหลผ่าน จุดล่าโพนช้างน่าจะอยู่บริเวณภูเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อเขาสมอคอน มีหมู่บ้านไม่ไกลกันนัก มีชื่อสัมพันธ์กับช้างชื่อท่าโขลง ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรีสายเดิมตอนที่ผ่านทุ่งเป็นคุ้งน้ำกว้าง มีหมู่บ้านเล็กๆ อีกหมู่หนึ่ง มีชื่อเรียกสัมพันธ์กับช้างเช่นกัน ชื่อบ้านช้างทะลุ ซึ่งช้างคงจะทะลุลงมาจากป่าเขา ลุยทุ่งลงมากินน้ำในห้วงฤดูแล้ง ตรงใกล้ๆ บ้านช้างทะลุเคยพบซากตำหนักพักร้อนทำด้วยไม้ จมอยู่ในดิน ได้มีผู้ถากทำรื้อถอน นำไปทำวัตถุมงคลจนหมดแล้ว ชาวบ้านเรียกกันว่าตำหนักช้าง

เนื่องจากพื้นที่ล่าโพนช้างแต่ละทิศ (ยกเว้นทิศตะวันตกและทิศใต้เมืองลพบุรี เพราะเป็นที่ลุ่ม) มีบริเวณกว้างใหญ่ การล่าโพนช้างครั้งหนึ่งๆ ใช้ผู้คนหรือไพร่พลเป็นจำนวนมากและต้องเป็นไพร่พลที่ทรหดอดทนและเข้มแข็งอย่างยิ่งด้วย ต้องตรากตรำในป่าเขาเป็นเวลานาน บาทหลวงตาชารด์ บันทึกว่าต้องใช้คนถึง ๔๐,๐๐๐-๔๗,๐๐๐ คน ล้อมป่าและภูเขาโดยรอบยาวถึง ๒๖ ลิเออ (ประมาณ ๑๐๔ กิโลเมตร) และกว้าง ๑๐ ลิเออ (๔๐ กิโลเมตร) รอบบริเวณมีกองไฟเป็นระยะๆ โดยรอบถึง ๒ แถวและสุมไว้ตลอดคืน มองเห็นได้แต่ไกล สว่างไสวงดงาม กับมีโคมไฟใหญ่ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ มีผู้บังคับบัญชาเป็นเขตๆ ไป มีพนักงานขี่ช้างศึกควบคุมไพร่พล ป้องกันไม่ให้ช้างป่าหนีออกจากวงล้อมไปได้เหมือนที่เคยเป็น แสงไฟจากกองเพลิงและเสียงปืนใหญ่ดังเป็นระยะๆ ทำให้ช้างป่าตกใจไม่กล้าหนีฝ่าวงล้อมออกไปได้ วิธีการทั้งหมดนั้นคือการล่าช้าง

อย่างไรก็ดีช้างที่ฉลาดสามารถปีนข้ามภูเขาสูงหนีการล่าไปได้โดยอาศัยงวงเหนี่ยวโคนต้นไม้ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ต้นแล้วต้นเล่า จนถึงยอดภูเขาสูงซึ่งไม่มีใครคิดว่าช้างตัวใหญ่จะทำได้และอาศัยการไต่ลงด้วยวิธีเดียวกัน

ช้างป่าจะถูกต้อนด้วยช้างที่ฝึกไว้ดีแล้วเข้าสู่เพนียด ก่อนหรือหลังการต้อนเข้าเพนียด การโพนช้างหรือคล้องช้างจึงเกิดขึ้นเพื่อการคัดสรรช้าง ช้างที่มีคุณภาพดี ลักษณะดี จะถูกโพนหรือคล้องไปก่อนและนำไปฝึกต่อไป (ดู บุญส่ง เลขะกุล. ช้างและการล่าช้าง. สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์; และสุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์. ช้างไทย. มติชน, ๒๕๔๐.)

กระบวนการโพนและฝึกช้างมีพิธีกรรมที่แยบยลค่อนข้างมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ช้างลืมป่าก่อนนำเข้าโรงฝึกช้างและนำไปสู่การใช้งานเป็นช้างบ้านในที่สุด (ดูรายละเอียด สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์, เรื่องเดียวกัน.)

การล่า-โพนช้าง จะกระทำการประมาณ ๓ เดือน คือ เดือนพฤศจิกายน พฤษภาคม และกรกฎาคม คืออยู่ในช่วงฤดูฝน อันเป็นห้วงเวลาที่สมเด็จพระนารายณ์เสด็จมาประทับที่ลพบุรีพอดี เริ่มต้นที่พฤศจิกายน และจบลงในเดือนกรกฎาคม ก่อนเสด็จกลับอยุธยา

เมื่อพิจารณาแรงจูงใจ (motivation) ของสมเด็จพระนารายณ์ที่โปรดการล่า-โพนช้าง ต่างจากกษัตริย์อยุธยาองค์อื่นๆ อย่างเป็นพิเศษ น่าจะมาจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยสรุปก็คือ

ปัจจัย (กระตุ้น) จากภายนอก ได้แก่ ช้างให้ประโยชน์หลายด้านทั้งในกิจของราชสำนัก คือ ใช้พิธีการและราชพาหนะต่างๆ ดุจเดียวกับราชรถและสำหรับกระบวนแห่ประดับพระบารมี รวมทั้งใช้เป็นของขวัญเชิงการทูตเครื่องเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เช่น กับราชวงศ์โมกุลแห่งอินเดีย เป็นต้น และพระราชทานแก่ขุนนาง เช่น เชวาลิเอร์ ฟอร์บัง ได้รับพระราชทานช้างไว้ใช้ ๒ เชือก

ใช้ช้างในเชิงยุทธศาสตร์ กองทัพช้างอันประกอบด้วยทัพช้างศึกย่อมทรงพลังกว่ากองทัพบกอื่นๆ กองทัพม้าของอเล็กซานเดอร์มหาราชยังไม่อาจสู้ทัพช้างจากเจ้าอินเดียได้ ทำให้มหาราชชาวกรีกต้องถอยทัพ คราวหนึ่งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่และได้ชัยชนะก็น่าจะเป็นเพราะพลังกองทัพช้างนี่เอง

เจ้ากรมคชบาลในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คือพระเพทราชา ผู้เป็นขุนนางผู้มีอำนาจมากที่สุด

ช้างที่ฝึกไว้ดีแล้วสมัยนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในเชิงการค้า ส่งไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้เช่นกัน

สำหรับแรงจูงใจอันถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายใน เกิดจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะประทับอยู่อยุธยา เพราะมีศัตรูจากราชวงศ์ส่วนหนึ่งกับขุนนางอีกส่วนหนึ่ง (ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗.) การกลับมาประทับที่อยุธยา ๓-๔ เดือน อันอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ถือเป็นประเพณีทั่วไปเป็นช่วงสงบ ละเว้นจากการกระทำบาป น่าจะให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่า อีกประการหนึ่งชวนให้เชื่อว่าการล่า-โพนช้าง อันถือได้ว่าเป็นกีฬา เป็นคชกีฬาที่ให้การบำบัดเยียวยาโรคไอหืดของพระองค์ ซึ่งสัมพันธ์กับจิตใจที่ไม่สบาย (psychosomatic) เรื้อรัง กับช่วยส่งเสริมเพิ่มพูนสุขภาพ เพราะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่โปร่งสบาย ให้ความรู้สึกดีๆ จึงเป็นแรงจูงใจอย่างสำคัญให้ทรงเลือกการล่า-โพนช้าง ณ เมืองลพบุรีมากกว่าประทับที่อยุธยา

สรุปว่า ทุ่งล่า-โพนช้าง ณ เมืองลพบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้น มีอาณาเขตกว้างขวางมาก จากเทือกเขาพระพุทธบาท เขาสามยอด เขานางพระจันทร์ ยันทุ่งทิศเหนือตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง รวมทั้งทุ่งและเขาสมอคอนด้านทิศตะวันตกอีกด้วย และต้องใช้ไพร่พลมากมายมหาศาลเพื่อการนี้ ช้างป่าที่จับได้มีเป็นจำนวนมากอันนำมาใช้ในราชพิธี การทูต การทหาร และการค้า

สมเด็จพระนารายณ์โปรดลพบุรีและการล่า-โพนช้าง ณ ที่นั้น ซึ่งช่วยให้ทรงรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกมีสุขภาพดี

 








สงวนลิขสิทธิ์โดยมูลนิธิพระคชบาล Copyright © 2010 All Rights Reserved.
อดีตกาลเคยกู้ชาติ ปัจจุบันคล้ายขอทาน ช้างสัตว์สัญลักษณ์ประเทศไทย ศักศรีและสิ่งที่สร้างไว้ให้กับแผ่นดิน วันนี้คุณตอบแทนเขาหรือยัง ช้างไทย