ReadyPlanet.com
dot
คลิปเด็ด
dot
bulletภาพยนตร์สารคดีข้างไทย (คลิป)
bulletโต๊ะจีนวันช้างไทย (คลิป)
bulletควาญช้างเด็ก(คลิป)
bulletฝรั่งฝึกพูดภาษาไทย ไว้เลี้ยงช้างที่อยุธยาฯ (คลิป)
bulletช้างไทย...อย่าให้เหลือไว้แค่งา (คลิป)
bulletคดีคนร้ายวางยาฆ่าช้างเอางาพลายคล้าว (คลิป)
bulletมาดูช้างทาสีเผือก (คลิป)
bulletวิถีชีวิตหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง (คลิป)
bulletนาทีช้างอยุธยาตกลูก (คลิป)
bulletช้างเล่นน้ำในชาม (คลิป)
bulletช้างน้อยเล่นน้ำ (คลิป)
dot
หัวข้อรายการ ที่น่าสนใจ!!
dot
bulletพระพิฆเนศวรบรมครูช้าง
bulletนโยบายการพัฒนาช้างไทยอย่างยั่งยืน
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bullet“ครั้งแรก…ที่ฉันไปเป็นควาญช้าง”
bulletการตั้งเมืองอโยธยา
bulletประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
bulletทุ่ง ป่า และภู เพื่อล่าโพนช้าง
bulletช้างเป็นสินค้า ค้าช้าง ในสมัยอยุธยา
bulletพิธีคล้องช้างโบราณหาชมได้ยาก
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bulletช้างกับกรุงศรีอยุธยา


พระพิฆเนศ จตุคามรามเทพทรงช้าง
changdee.com
www.elephantstay.com
www.ayutthayapark.com


ช้างเป็นสินค้า ค้าช้าง ในสมัยอยุธยา

ช้างเป็นสินค้า ค้าช้าง ในสมัยอยุธยา

โดย : ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ / มติชน

 

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสังคมชาวสยามมาเป็นเวลายาวนานไม่ต่ำกว่าพันปี จากตำนานและเอกสารโบราณกล่าวถึงบทบาทของช้างในแง่มุมต่างๆ

จารึกหลักที่ ๑ สมัยสุโขทัย กล่าวถึงช้างในฐานะสินค้าที่ใครจะใคร่ค้าก็ค้าได้ ทั้งยังเป็นทรัพย์ที่ลูกเจ้าลูกขุนจะได้รับเป็นมรดกตกทอดจากพ่อเจ้าพ่อเชื้อด้วย๑ มูลศาสนาและจามเทวีวงศ์กล่าวถึงสงครามบนหลังช้างระหว่างพระนางจามเทวีกับขุนหลวงมิลังคะกษัตริย์ชาวลัวะก่อนจะมีการสถาปนารัฐหริภุญชัยในภาคเหนือ ประติมากรรมรูปกองทัพของชนชาติเสียมหรือสยามที่ผนังระเบียงคดปราสาทนครวัดในประเทศกัมพูชา สะท้อนถึงความชำนาญในการใช้ช้างที่คู่กับอารยธรรมชนชาติไทยมาช้านาน

นอกจากนี้ช้างยังได้รับยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่ค้ำจุนพระพุทธศาสนา เห็นได้จากประติมากรรมรูปช้างประดับรอบฐานพระสถูปเจดีย์ที่เมืองเก่าสุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และนครศรีธรรมราช เป็นต้น

จากป่าสู่เมือง

ช้างไทยมีอยู่ชุกชุมในป่าทั่วราชอาณาจักร โดยเฉพาะผืนป่าเขตหัวเมืองเหนืออย่างสุโขทัย พิษณุโลก เขตหัวเมืองฝั่งตะวันตกอย่างกาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ฝั่งตะวันออกคือแถบจันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และทางใต้คือแถบตะนาวศรีลงไปถึงพุนพิน และจัมโปนหรือพัทลุง

ผู้เขียนเคยขึ้นช้างมาหลายครั้งทำให้พอเข้าใจได้ว่าช้างเป็นพาหนะที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เดินทางรอนแรมไปในภูมิประเทศที่รกชัฏ ตามแม่น้ำลำธารที่มีโขดหินหรือแก่ง แม้จะตัวใหญ่และค่อนข้างเชื่องช้ากว่าม้า หรือโค แต่ก็รับน้ำหนักบรรทุกได้มาก ทั้งยังทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของป่าเมืองไทยได้ดีกว่าม้าและโค

แม้ช้างจะเป็นสัตว์ที่ฉลาดและฝึกฝนได้ง่าย แต่การจับช้างป่าก็มีกระบวนการและขั้นตอนที่สลับซับซ้อนมิใช่น้อย ตามตำราคชศาสตร์๒ กล่าวว่าการจับช้างป่าหรือช้างเถื่อนมีด้วยกัน ๓ วิธี คือ

วังช้าง เป็นการจับช้างเถื่อนทั้งโขลงคือจับหมดทั้งพลายพังตัวใหญ่ตัวน้อย

จับเพนียด คือสร้างคอกใหญ่สำหรับต้อนโขลงช้างเข้าไปขังไว้ โยสต์ สเคาเต็น (Joost Schouten) หัวหน้าสถานีการค้าของฮอลันดาประจำกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมถึงต้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จดบันทึกเกี่ยวกับการคล้องช้างในเพนียดของชาวสยามสรุปความได้ว่า ชาวสยามจะใช้ช้างพังหรือช้างตัวเมียประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ เชือกเป็นตัวล่อช้างจ่าฝูงซึ่งเป็นช้างตัวผู้ เมื่อจ่าฝูงตามช้างล่อเข้าไปในเพนียดบรรดาช้างอื่นๆ ในฝูงจะตามเข้าไปด้วย เมื่อเข้าไปแล้วช้างจะออกจากเพนียดไม่ได้ จากนั้นควาญก็จะเลือกคล้องช้างตามความต้องการ ตัวที่ไม่ได้ลักษณะจะถูกปล่อยกลับเข้าป่าไป

โพนช้าง เป็นการล้อมจับในที่แจ้งทีละตัวโดยใช้ช้างที่เชื่องล้อมช้างป่า แล้วใช้บ่วงเชือกคล้องเท้ามัดจนดิ้นหนีไม่ได้ การคล้องวิธีนี้ยากกว่าทุกวิธีเพราะต้องเอาล่อเอาเถิดกันระหว่างคนกับช้าง มักนิยมใช้จับช้างที่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษในฝูงอย่างช้างเผือก

ราชพาหนะ และยุทธปัจจัย

ช้างจัดเป็นหนึ่งในรัตนะหรือดวงแก้วคู่กับพระจักรพรรดิราช เรียกว่า "หัตถีรัตนะ" ในสมัยอยุธยา พระยาช้างต้นมีสถานภาพสูงส่งเทียบได้กับขุนนางในตำแหน่งเจ้าพระยา ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง ชาวฝรั่งเศส ผู้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับสยามไว้ในหนังสือเรื่อง "ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม" (Histoire du Royaume de Siam) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๔ กล่าวว่า "ขุนนางที่มีเกียรติสูงที่สุดก็ไม่ถือเป็นการเสื่อมเกียรติที่จะมาทำการรับใช้ช้าง (ของพระมหากษัตริย์)"๓

ช้างตัวที่ต้องตามตำราคชลักษณ์คือมีลักษณะอันเป็นมงคลโดยเฉพาะช้างเผือก จะได้รับเลือกให้เป็นช้างทรงหรือช้างต้นของพระมหากษัตริย์ ส่วนตัวที่คุณสมบัติด้อยลงมาจะพระราชทานให้เจ้านายและขุนนางลดหลั่นไปตามศักดิ์ ช้างลักษณะดีจึงมักถูกเลี้ยงอยู่ในเมืองหลวงหรือตามหัวเมืองสำคัญๆ มีกฎระเบียบระบุจำนวนช้างในครอบครองสำหรับบุคคลฐานะต่างๆ ไว้อย่างเข้มงวด อย่างเช่นในกฎมณเฑียรบาลกล่าวว่า "พระเยาวราช (โอรสที่เกิดจากพระสนม) (ได้) ช้างตัวหนึ่ง ม้าตัวหนึ่ง คน ๒๐ มากกว่านั้นเอาออกกินเจียด แว่นฟ้า"๔ แม้แต่พระอัครมเหสีก็ได้รับพระราชทานช้างต้นม้าต้นประจำพระองค์หลายเชือกหลายตัว พร้อมกับขุนช้างขุนม้า๕

ช้างส่วนใหญ่จะขึ้นระวางเป็นช้างหลวงโดยสังกัดในกรมพระคชบาล ซึ่งเป็นกรมใหญ่ขึ้นตรงต่อพระมหา กษัตริย์ แบ่งการบังคับบัญชาเป็น ๒ กรมย่อยคือ กรมพระคชบาลขวา มีออกพระเพทราชาธิบดีศรีสุริยาภิชาติ สุริวงษ์องคสมุหพระคชบาล ว่าที่ตำแหน่งจางวางขวา และกรมพระคชบาลซ้าย มีออกพระสุรินทราชานราบดีศรีสุริยศักดิสมุหพระคชบาล ว่าที่ตำแหน่งจางวางซ้าย

เจ้าพนักงานในกรมพระคชบาลมีจำนวนมากทีเดียว จัดแบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ ฝ่ายบริหารประกอบด้วยจางวาง เจ้ากรม และปลัดกรม ฝ่ายคชศาสตร์คือครูผู้สอนเกี่ยวกับการฝึกช้าง ฝ่ายควาญช้างมีรายนามพนักงานคล้องจองไพเราะน่าฟัง เช่น นายเสพกะเชน นายกะเรนทภัชชา นายมหาคชรัตน์ นายสวัสดิคชฤทธ์ นายจิตรคชลักษณ์ นายจักคชศรี นายคีรีคชแกว่น นายแม่นคชสาร นายบาลกีรีอาจ นายราชกีรียง เป็นต้น อีกฝ่ายหนึ่งคือบรรดาหมอปะกำหรือผู้ประกอบพิธีกรรม และสุดท้ายคือฝ่ายกำลังพลหรือทหารที่ติดตามในกระบวนช้าง

นอกจากกองทหารช้างชาวสยามแล้วยังมีกองทหารช้างข้างฝ่ายมอญด้วย โดยแบ่งเป็น ๒ กรมย่อยเหมือนกันคือ กรมโขลงขวา มีพญาอนันตโยทังเป็นเจ้ากรม และกรมโขลงซ้าย มีพระยาอนันตจ่อสู่เป็นเจ้ากรม มีหน้าที่ควบคุมไพร่พลกองทหารช้างที่น่าจะได้แก่พวกมอญและกะเหรี่ยงที่มีความชำนาญในการใช้ช้าง

เป็นเรื่องน่าสังเกตว่า นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นต้นมา กรมช้างหรือกรมพระคชบาลมีบทบาทสำคัญอย่างสูงในทางการเมือง เพราะการช่วงชิงอำนาจถึงสองครั้งมีขุนนางในกรมช้างเกี่ยวข้องด้วย คือครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงก่อการยึดอำนาจจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาพระปิตุลาก็ทรงได้รับความร่วมมือจากขุนนางส่วนใหญ่ในกรมพระคชบาล และเมื่อครั้งที่ออกพระเพทราชาเจ้ากรมพระคชบาลก่อการยึดอำนาจปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และสามารถโค่นอำนาจของออกญาวิชาเยนทร์กับฝรั่งเศสลงได้

ตุรแปงกล่าวถึงความสำคัญเรื่องการเรียนรู้ในการขี่ช้างของชาวสยามไว้ว่า "การฝึกหัดอย่างหนึ่งซึ่งเขาฝึกบรรดาเจ้านายในพระราชอาณาจักรก็คือการขี่ช้าง เช่นเดียวกับในทวีปยุโรปเขาสอนผู้มีสกุลให้ขี่ม้า ความสามารถจริงๆ ก็คือวิธีขึ้นขี่บนคอช้างเป็นต้น"๖

ช้างจะใช้ในการสงครามทั้งเป็นพาหนะของนายทัพนายกอง ขนส่งลำเลียงเสบียงและอาวุธ สเคาเต็นกล่าวว่า ช้างป่าจะได้รับการฝึกปรือเพื่อใช้ในการรบ ลากปืนใหญ่ ขนสัมภาระและเสบียงอาหาร๗

ความสำคัญของช้างนี่เองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราชสำนักเข้ามาควบคุมการค้าช้างอย่างเข้มงวด และช้างได้กลายเป็นสินค้าผูกขาดอย่างหนึ่งของราชสำนัก

การค้าช้างของราชอาณาจักรอยุธยา

การค้าช้างคงมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาแล้วดังหลักฐานจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ กล่าวว่ารัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมีการค้าช้างและม้าในกรุงสุโขทัย อย่างไรก็ดีการค้าช้างในยุคนั้นยังเป็นการค้าในวงจำกัดคือระหว่างชุมชนหรือเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก เพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่การขนส่งลำเลียงค่อนข้างยุ่งยาก ต่อเมื่อถึงสมัยอยุธยาการค้าช้างได้ขยายตัวกลายเป็นสินค้าส่งออกข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังดินแดนที่ห่างไกลออกไป

การค้าช้างทางทะเลของสยามน่าจะเริ่มมีในช่วงหลังเสียกรุงครั้งที่ ๑ เพราะจากเอกสารต่างชาติในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้นไม่ได้กล่าวถึงการส่งช้างของสยามไปขาย มีเพียงงาช้างเท่านั้นที่เป็นสินค้าส่งออกร่วมกับสินค้าของป่าอื่นๆ นอกจากนี้หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกพม่าก็ยึดเอายุทธปัจจัยจำนวนมากมายมหาศาลลำเลียงไปยังหงสาวดี ช้างม้าซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธปัจจัยก็น่าจะถูกยึดเอาไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้อยุธยามีกำลังเพียงพอต่อต้านพม่า

จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาจนถึงช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นครองราชย์มีสงครามติดพันยาวนาน สมเด็จพระนเรศวรทรงทำสงครามกับหัวเมืองต่างๆ เมื่อทรงได้ชัยชนะก็ทรงให้รวบรวมกำลังพลและช้างม้าเอาไว้ใช้งาน พระราชพงศาวดารกรุงเก่ากล่าวว่าครั้งที่ทรงทำสงครามยุทธหัตถีมีชัยชนะทรงได้ช้างใหญ่สูง ๖ ศอก มาถึง ๓๐๐ ช้าง ช้างพลายและพังระวางเพรียวอีก ๕๐๐ เชือก๘ ช่วงเวลานั้นจึงน่าจะยังไม่มีการส่งช้างไปขายต่างประเทศเพราะมีความจำเป็นในการใช้อยู่มาก ประกอบกับหัวเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของสยามถูกพม่ายึดไว้ตั้งแต่ครั้งเสียกรุง (ทำให้สยามไม่มีเมืองท่าส่งออกสินค้าไปยังอ่าวเบงกอล) จนกระทั่งช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร จึงทรงยึดหัวเมืองดังกล่าวกลับมาไว้ในพระราชอำนาจได้สำเร็จ

การค้าช้างน่าจะเริ่มมีขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถหรือรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาบ้านเมืองสงบสุขปราศจากศึกสงครามใหญ่ และมาเจริญถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง

การค้าช้างในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถและรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมน่าจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เพราะในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถและรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น สยามประสบปัญหาจากการขึ้นมามีอำนาจของฟิลิป เดอ บริโต (Philip de Brito)๙ ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสที่ตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองสิเรียมของมอญ และพยายามขยายอิทธิพลลงมาควบคุมเมืองท่าฝั่งตะวันตกของสยาม เมื่อเดอ บริโตถูกพม่าปราบปรามลงไปได้ พม่าก็พยายามขยายอิทธิพลเข้ามาทางตะวันตกแทน จนกระทั่งปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงมีการตกลงทำสัญญาสงบศึกระหว่างสยามกับพม่า โดยพม่ายอมคืนหัวเมืองทางฝั่งตะวันตกให้สยาม๑๐ ส่งผลให้การค้าที่เมืองมะริดและตะนาวศรีได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง

เมื่อถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หัวเมืองมะริด และตะนาวศรีก็อยู่ในความควบคุมของอยุธยาโดยสมบูรณ์ ทำให้สยามมีเมืองท่าสำหรับส่งออกสินค้าสู่ฝั่งตะวันตกได้สะดวกขึ้น ประกอบกับสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงต้องการขยายการค้าในฝั่งตะวันตกเพื่อทดแทนความตกต่ำของการค้าที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันออกอันเนื่องมาจากทางการญี่ปุ่นประกาศปิดประเทศ และการขยายอิทธิพลของฮอลันดาในทะเลตะวันออกจนส่งผลกระทบต่อสยาม การค้าฝั่งตะวันตกที่เพิ่มขึ้นพลอยทำให้ตลาดค้าช้างของสยามเติบโตตามไปด้วย

ในสมัยอยุธยา ช้างไม่ใช่สินค้าที่ใครจะใคร่ค้าได้เหมือนในสมัยสุโขทัย แต่พระมหากษัตริย์ทรงสงวนสิทธิ์ประกอบการค้าช้างเพียงพระองค์เดียว และไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดทำการค้าได้๑๑

หนังสือ "สำเภากษัตริย์สุไลมาน" ซึ่งเป็นบันทึกการเดินทางของคณะทูตอิหร่านที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวว่า ช้างเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่างหนึ่งของสยาม ทุกปีพระมหากษัตริย์จะทรงจัดให้มีการคล้องช้าง โดยแต่ละครั้งจะจับช้างได้ราว ๒๐๐-๔๐๐ ตัว ช้างส่วนหนึ่งจะถูกฝึกให้เชื่องเพื่อใช้งานและส่งขาย๑๒

จากจำนวนช้างที่กล่าวถึงในบันทึกของอิหร่าน แสดงว่าในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์การค้าช้างเป็นกิจการใหญ่ที่ทำรายได้เข้าพระคลังมิใช่น้อย นอกจากราชสำนักจะดำเนินการจับช้างเองแล้ว ยังอนุญาตให้ชาวบ้านจับช้างป่ามาใช้งานได้ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมโดยต้องแจ้งจำนวนของช้างต่อทางราชการ นอกจากนี้ช้างบางเชือกยังถูกส่งมาเป็นค่าภาคหลวงแทนภาษีของราษฎรที่จ่ายให้แก่ราชสำนัก๑๓ ซึ่งเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ราชสำนักจะได้ช้างมาไว้ใช้งานและส่งขายต่างประเทศ

ตลาดค้าช้างใหญ่ที่สุดคือบริเวณรอบอ่าวเบงกอล ได้แก่แถบเมืองท่าชายทะเลฝั่งตะวันตกของสยาม และฝั่งตะวันออกของอินเดีย เมืองท่าหลักที่ส่งออกช้างจากสยามมีอยู่ ๒ จุด คือ เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี กับเมืองที่อยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ฝั่งตะวันตก คือตรัง๑๔ จากเมืองท่าเหล่านี้ช้างจะถูกลำเลียงโดยทางเรือเพื่อไปยังเมืองท่าฝั่งตะวันออกของอินเดียโดยมีตลาดรับซื้อใหญ่ ๒ แห่ง ได้แก่เมืองท่าของอาณาจักรเบงกอล และเมืองท่าแถบชายฝั่งโคโรแมนเดล (เอกสารไทยเรียกว่า "โจฬมณฑล" คือบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย) ลงไปจนถึงศรีลังกา

ในเบงกอลช้างของสยามจะใช้ชักไม้ออกจากป่า เป็นพาหนะในการเดินทางและทำสงคราม เช่นเดียวกับในแถบที่ราบสูงเดคคานตอนกลางค่อนไปทางใต้ของชมพูทวีปอันเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรอิสระ ๓ แห่งคือ พิชปูร (Bijapur) อะหมัดนคร (Ahmadnagar) และกอลกอนดา(Golgonda) อาณาจักรทั้งสามแห่งเป็นรัฐมุสลิมที่ปกครองโดยกษัตริย์ผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์๑๕ ซึ่งทำสงครามต่อต้านการขยายอำนาจของจักรพรรดิโมกุลที่มีอำนาจอยู่ทางตอนเหนือและพยายามขยายอาณาเขตลงมาครอบครองรัฐแถบเดคคาน

จักรพรรดิโมกุลสองพระองค์คือชาห์เจฮัน (Shah Jahan-ครองราชย์ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) และออรังเซบ (Aurangzeb-ครองราชย์อยู่ร่วมสมัยกับสมเด็จพระนารายณ์) เป็นกษัตริย์มุสลิมนิกายสุหนี่ที่เคร่งครัดมาก ทั้งสองพระองค์พยายามจะยึดครองรัฐมุสลิมนิกายชีอะห์ทั้งสามด้วยการส่งกำลังทหารไปโจมตีหลายครั้ง สงครามระหว่างจักรวรรดิโมกุลและอาณาจักรชีอะห์ดำเนินอยู่ยาวนาน เป็นสาเหตุที่ทำให้กษัตริย์เหล่านั้นต้องทรงใช้ช้างเพื่อการสงครามเป็นจำนวนมากจึงมีการสั่งนำเข้าช้างจากสยาม

คุณลักษณะพิเศษของช้างสยามที่ทำให้บรรดาเจ้าเมืองแขกต้องการ คือความฉลาด ฝึกฝนง่าย แข็งแรงอดทน บรรทุกสัมภาระได้มาก ทั้งยังเหมาะกับภูมิอากาศของแคว้นต่างๆ ในอินเดีย เช่นป่าฝนเขตร้อนของเบงกอลเป็นต้น อันที่จริงในศรีลังกาก็มีช้างอยู่มากแต่ช้างลังกามีขนาดเล็กกว่าช้างสยามไม่เหมาะกับงานหนัก๑๖ เจ้าเมืองแขกจึงนิยมชมชอบช้างสยามซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตสูงสง่า

ราชสำนักสยามส่งเสริมให้มีการค้าช้างอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีการพัฒนาเมืองท่าเพื่อส่งออกรวมทั้งจัดให้มีการจับและฝึกฝนช้างคัดเลือกและลำเลียงสู่เมืองท่าฝั่งตะวันตก ช้างที่จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศคงไม่ใช่ช้างเถื่อนหรือช้างป่า แต่ต้องเป็นช้างที่ผ่านการฝึกฝนหรือเลี้ยงดูโดยมนุษย์มาระยะหนึ่ง มิเช่นนั้นจะควบคุมให้อยู่ในเรือซึ่งมีพื้นที่จำกัดได้ยาก เพราะช้างอาจตื่นตกใจจนก่อให้เกิดอันตรายได้

จากโครงสร้างหน่วยงานกรมพระคชบาลแสดงว่ามีครูผู้ฝึกช้างอยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก ผู้เขียนเชื่อว่ากรมพระคชบาลน่าจะมีหน้าที่ฝึกช้างทั้งที่เป็นช้างหลวงใช้ในราชการและช้างที่จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้บรรดาทูตเมืองแขกซึ่งต้องการซื้อช้างต้องติดต่อโดยตรงกับราชสำนักซึ่งทำหน้าที่ผู้จัดหา ลำเลียง และฝึกช้างเพื่อส่งขาย

ช้างที่มาจากทุกภูมิภาคน่าจะลำเลียงเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาก่อนเพื่อคัดเลือกไว้ฝึกใช้งานหรือส่งขาย ในสมัยราชวงศ์ปราสาททองตลาดกลางค้าช้างในกรุงศรีอยุธยาคงคึกคักพอสมควร เพราะจากเอกสารต่างชาติระบุว่าสยามจะค้าช้างเป็นประจำทุกปี ขบวนคาราวานช้างจากป่าทั่วราชอาณาจักรที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาคงเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ จึงมีบันทึกถึงเรื่องราวของช้างสยามไว้ในจดหมายเหตุหลายฉบับ