ReadyPlanet.com
dot
คลิปเด็ด
dot
bulletภาพยนตร์สารคดีข้างไทย (คลิป)
bulletโต๊ะจีนวันช้างไทย (คลิป)
bulletควาญช้างเด็ก(คลิป)
bulletฝรั่งฝึกพูดภาษาไทย ไว้เลี้ยงช้างที่อยุธยาฯ (คลิป)
bulletช้างไทย...อย่าให้เหลือไว้แค่งา (คลิป)
bulletคดีคนร้ายวางยาฆ่าช้างเอางาพลายคล้าว (คลิป)
bulletมาดูช้างทาสีเผือก (คลิป)
bulletวิถีชีวิตหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง (คลิป)
bulletนาทีช้างอยุธยาตกลูก (คลิป)
bulletช้างเล่นน้ำในชาม (คลิป)
bulletช้างน้อยเล่นน้ำ (คลิป)
dot
หัวข้อรายการ ที่น่าสนใจ!!
dot
bulletพระพิฆเนศวรบรมครูช้าง
bulletนโยบายการพัฒนาช้างไทยอย่างยั่งยืน
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bullet“ครั้งแรก…ที่ฉันไปเป็นควาญช้าง”
bulletการตั้งเมืองอโยธยา
bulletประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
bulletทุ่ง ป่า และภู เพื่อล่าโพนช้าง
bulletช้างเป็นสินค้า ค้าช้าง ในสมัยอยุธยา
bulletพิธีคล้องช้างโบราณหาชมได้ยาก
bulletโครงการบ้านพักช้างชรา
bulletช้างกับกรุงศรีอยุธยา


พระพิฆเนศ จตุคามรามเทพทรงช้าง
changdee.com
www.elephantstay.com
www.ayutthayapark.com


พิธีคล้องช้างโบราณหาชมได้ยาก

ความเป็นมาของการคล้องช้างอันยิ่งใหญ่

การล่าหรือไล่ต้อนสัตว์ใด ๆ จะสู้การคล้องช้างของพระเจ้ากรุงสยามได้นั้นเป็นไม่มี การคล้องช้างเป็นธรรมเนียมโบราณของเมืองสยามที่น่าดูยิ่ง แม้ล่วงเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 20 แล้ว ก็ยังคล้องช้างกันอยู่ตามแบบแผนแต่โบราณ และเป็นที่โปรดปรานของทั้งบรรดาราชสำนัก ชาวกรุงเทพฯ และชาวบ้านแถบริมน้ำในกรุงเก่า เดิมทีพระเจ้ากรุงสยามโปรดเกล้าฯ ให้คล้องช้างปีละหน หากในแผ่นดินนี้เว้นว่างไป เนื่องจากทรงติดราชการเรื่องฝรั่งเศส (กรณีเสยดินแดนให้ฝรั่งเศส พ.ศ.2431 - 2449 -ผู้แปล) เสด็จประพาสยุโรป หรือพระพลานามัยไม่สมบูรณ์บ้าง อนึ่ง เมืองสยามกำลังหันมาทำนุบำรุงประเทศให้ก้าวหน้า เร่งสร้างทางรถไฟ และเปิดระบบชลประทานใหม่ๆ จนแม้ป่าดงก็กลายเป็นทุ่งนาข้าว เสียงช้างป่าที่เคยร้องดังก็ถูกเสียงหวูดรถไฟกลบ เสียงของเจ้าแห่งพงไพรไม่ได้ก้องป่าเหมือนแต่เดิม

ทุกวันนี้เมืองสยามเลิกใช้ช้างในการรบทัพจับศึกแล้ว เห็นก็แต่รถยนต์และรถม้าจากอังกฤษ และปืนกลหนักจากญี่ปุ่นประจำกองทัพบก สยามถวายการอารักขาหน้าพระบรมมหาราชวัง ช้างในงานราชการเองมีไว้เพียงประดับพระเกียรติยศ งานงัดลากซุงและสำรวจเส้นทางกันดารต่าง ๆ ตามป่าเขาเท่านั้นที่ยังคงใช้ช้าง ด้วยสัตว์เหล่านี้มีพละกำลังและปัญญาดีเหนือกว่าเครื่องจักรกลของชาวอเมริกันมากมาย

เรื่องคล้องช้างที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนีจัดที่กรุงเก่าหรือพระนครศรีอยุธยา ก่อนวันคล้องช้างหลายสัปดาห์ กรมช้างแต่งผู้คนออกไปสอดแนมและไล่ต้อนช้างป่ามาจากทางเหนือและทางตะวันออก มีช้างต่อโอบล้อมนำช้างป่ามารได้ราวสองสามร้อยตัว แล้วต้อนมาทางริมน้ำใกล้กรุงเก่ารอข้ามน้ำไปยังเพนียดหลวง

การคล้องช้างที่เพนียดหลวงคราวนี้จัดขึ้นเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ สยามมงกุฎราชกุมาร ซึ่งเสด็จนิวัตพระนครหลังทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และทรงแวะเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา การคล้องช้างครั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจและได้ช้างงาม ๆ จำนวนมาก

ถึงสัปดาห์ซึ่งจะคล้องช้างที่กรุงเก่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระราชวังบางปะอิน บรรดาทูตานุทูตและแขกบ้านแขกเมืองโดยสารเรือเก๋งอันสะดวกสบาย ชาวกรุงเทพฯ โดยสารรถไฟไปจนแน่นทั้งขบวน ชาวบ้านที่อยู่ริน้ำลำคลองพายเรือมาตามคลองเพนียดใกล้เพนียดหลวง จนกรุงเก่าซึ่งร้างวังเวงกลับดูครึกครื้นดุจครั้งเมื่อเคยเป็นราชธรานีอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชีย

          ครั้นได้เวลา เจ้าหน้าที่กรมช้างให้สัญญาณต้นช้างออกจากป่ามาลงน้ำ เรือใหญ่น้อยลอยลำทิ้งระยะห่างโขลงช้างป่าพอควร เมื่อช้างป่านับร้อยเล่นน้ำ คนก็โห่ร้องจนช้างตื่นร้องแปร๋นแปร้น บ้างสาดน้ำขู่ดูน่ากลัว รอบ ๆ มีช้างต่อยืนกระหนาบสงบนิ่งเตรียมพร้อมอยู่ เมื่อได้สัญญาณช้างต่อก็นำช้างป่าเดินผ่านทุ่งหญ้าทางเพนียด

          เพนียดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสร้างไว้แข็งแรงมั่นคงมาก ตัวเสาเป็นซุงไม้สักทั้งต้นสูงเกือบสี่เมตร มีเหล็กรัดแน่นหนา ตัวเพนียดเป็นคอกซุง 2 ชั้น เสาเว้นช่องพอให้ชาวสยามร่างบางเล็ดลอดหลบจากเพนียดได้ทันหากถูกช้างไล่

         พระที่นั่งสำหรับทอดพระเนตรและให้ทูตานุทูตชมการคล้องช้างนั้นปลูกคร่อมเชิงเทินทางเหนือของเพนียด หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฉายพระรูป จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาขึ้นอีกด้านด้วยทิศเหนือเป็นทำเลไม่เหมาะแก่การตั้งกล้องถ่ายรูป ที่พลับพลานี้มีกล้องใหญ่น้อยหลายตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพในเพนียดและทูตานุทูตที่ทรงคุ้นเคย เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย ผู้ที่มาชมการคล้องช้างมีกล้องถ่ายรูปมาด้วยแทบทุกคน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถ่ายภาพพระเจ้ากรุงสยามและพระบรมวงศานุวงศ์ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการหรือบัญชา อันเป็นธรรมเนียมที่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่แม้ในยุคที่สยามศิวิไลซ์แล้ว

เมื่อช้างป่าเริ่มชุมนุมและทยอยเดินตามปีกกามาถึงทางเข้าเพนียดช้างก็ตื่นเบียดเสียดและส่งเสียงร้อยงอื้ออึง ช้างป่าทยอยเดินผ่านเสาโตงเตงเข้าประตูซอง เมื่อปิดประตูแล้วเราจึงเห็นว่าช้างข่อของกรมช้างยังต้องช่วยพยุงช้างป่าที่เจ็บให้เดินต่อ และงัดช้างป่าที่ล้มตายให้พนทางคล้องช้างทุกครั้งมักมีช้างป่าถูกเบียดจนถึงซี่โครงหัก หรือไม่ก็ถึงตายเสมอ มักเป็นเพราะช้างป่าตื่นรีบเข้าประตูซอง แล้วเบียดกันจนตัวที่เล็กกว่ามักบาดเจ็บ

พอช้างป่าเข้าเต็มเพนียด หมอช้างจะขึ้นช้างตระเวนคัดช้างป่าลักษณะดีแล้วคล้องเชอกบาศผูกหลักไว้ กรมช้างจะเลือกช้างป่าไว้หัดใช้งานหลวงไม่กี่ตัว ที่เหลือจะเป็นช้างงานใช้ชักลากซุงและเดินป่าในงานสำรวจต่างๆ ของทางราชการ

ช้างป่าและช้างต่อปะปนกันอยู่ในเพนียด แต่เราจำแนกช้างป่าจากช้างเลี้ยงได้โดยง่าย ช้างเลี้ยงอ้วนพี เชื่อฟังควาญ ขับไสไปทางใดก็คล่องแคล่ว ส่วนช้างป่าดูผอมโซ บางตัวมีราขึ้นหนังเป็นดวงๆ ดูน่าสังเวช แต่ช้างเหล่านั้นหากประคบประหงมบำรุงให้ดี ไม่กี่สัปดาห์ก็จะอ้วนงดงามและเชื่องน่ารักไม่ผิดช้างเลี้ยงเลย

ชาวสยามนั้นนัยว่าดูช้างเก่งทุกคนไป และชอบโจษเรื่องช้างกันข้างเพนียด ช้างงามต้องตามตำราท่านว่าต้องไร้ริ้วรอย ไร้แผลเป็น รอยย่นบนหนังต้องเป็นลายสม่ำเสมอ สีผิวยิ่งอ่อนยิ่งจัดว่างาม เล็บตีนต้องดำ หางต้องครบถ้วนไม่แหว่งไม่ขาด ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ก็จริง แต่หางเล็ก ๆ นั้นสำคัญยิ่ง หากช้างตัวใดหางแหว่งหรือขาดเสียแล้ว ช้างตัวนั้นจะถูกขับออกจากเพนียดกลับเข้าป่า อนึ่ง ช้างดีที่เหมาะแก่การเดินทางต้องมีย่างก้าวส่ำเสมอด้วย

เมื่อคัดช้างลักษณะดีได้ พวกกรมช้างก็ใช้เชือกบาศคล้องช้างป่าแล้วผูกไว้กับหลัก บางตัวแม้ถูกโยงกับหลักแล้วก็ดิ้นหลุดออกมาได้ตัวที่หลุดตื่นคะนองมีท่าจะทำอัตรายคนทั้งปวง คนของกรมช้างต้องขับช้างต่อเข้าขวางจนถึงกับชนกันเป็นศึกใหญ่ ช้างชนกันเมื่อใด ผู้คนก็โห่ร้องดังก้องไปทั้งบริเวณเพนียด

เมื่อคล้องช้างไปได้ตามต้องการ กรมช้างก็นำช้างป่าที่เหลือไปปล่อยให้กินหญ้ากินน้ำก่อนจะต้อนกลับเข้าป่า สิ้นเสร็จการคล้องช้างแล้วจึงเสด็จฯ กลับทางเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศชุดขาว ทรงเร่งฝีพระบาทเสด็จพระราชดำเนินพนักงนกางพระกลดต้องรีบตามให้ทันพระองค์ ชาวสยามพากันคุกเข่าถวายบังคม ทูตานุทูตหลายท่านชมพระบารมีพระเจ้ากรุงสยามพระองค์นี้ว่า รูปงาม มีพระวรรณะงดงามเป็นสง่าราศี ยิ่งนัก บางท่านกล่าวว่าทรงเป็น "บุรุษรูปงามที่สุดในเอเชีย" ทีเดียว

ครั้นเสด็จกลับ บรรดาชาวสยามซึ่งชมการคล้องช้างจนเบิกบานใจก็หยิบหมากดำใส่ปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ ต่างลุกขึ้นยืนจัดผ้านุ่งให้รัดกุม บ้างลุยน้ำแล้วเดินกลับ บ้างลงเรือแล้วพายกลับบ้าน และกรุงเก่าซึ่งครึกครื้นด้วยผู้คนเมื่อสัปดาห์ก่อนก็กลับกลายเป็นเมืองร้างกลางป่าอันเงียบเหงาเช่นเดิม.